แหล่งท่องเที่ยวตำบลสระโบสถ์

วัดสว่างอารมณ์ ตำบลสระโบสถ์ อำเภอสระโบสถ์ จัหวัดลพบุรี .ปัจจุบัน พระครูอุดมสราภิรักษณ์ เป็นเจ้าอาวาส.. วัดสว่างอารมณ์เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว และปฎิบัติธรรม  มีมณฑปกลางน้ำที่มีความวิจิตร งดงาม โดยการริเริ่มสร้างสรรค์ของนายกบุญเลิศ  ต่างสี นายกเทศมนตรีตำบลสระโบสถ์ เมื่อ พ.ศ.2554 ภายในประดิษฐ์สถานองค์หลวงพ่อยอ ที่ชาวสระโบสถ์เคารพบูชามาช้านาน..บริเวณมณฑปกลางน้ำยังเป็นสถานที่สำคัญสำหรับการจัดพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา อีกทั้งสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวบ้านสระโบสถ์             

           มณฑปกลางน้ำ  วัดสว่างอารมณ์ ยังเป็นที่พักผ่อนย่อนใจ ให้อาหารปลา ยามใดมีงานรื่นเริงตามประเพณ๊ เช่น วันเพ็ญเดือนสิบสองซึ่งเป็นวันลอยกระทง สถานที่แห่งนี้จะสวยงาม  น่าประทับใจมากขึ้น รับรองได้เลยว่าหากท่านได้มาเยือนครั้งใด ท่านจะประทับใจมิรู้เลือนอย่างแน่นอน. 

      เมื่อก่อนหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านร้าง คนส่วนมากมีอาชีพทำไร่ ทำนา เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนมากจะใช้ยากลางบ้าน โดยหมอแผนโบราณ สมัยก่อนมีโรงเรียนตั้งขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์ ต่อมาก็มีการสร้างโรงเรียนประชาบาล เวลามีงานวัดในยุคก่อนๆ นั้น ไม่ค่อยมีคนมาเที่ยวและไม่ค่อยมีงานบ่อยนัก เพราะเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บ้านสระโบสถ์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ การเดินทางไป - มากับจังหวัดลพบุรี ใช้การเดินเท้า เดินจากบ้านสระโบสถ์ไปทุ่งท่าช้างแล้วก็ไปถึงบ้านเพนียดเส้นทางหนึ่ง แล้วไปขึ้นรถยนต์ที่บ้านเพนียดไปโคกสำโรงไปลพบุรี แต่อีกเส้นทางหนึ่งนั้นไปทางหมู่บ้านสะแกราบแล้วก็ไปศาลาหนองเหนี่ยง ไปหนองสำโรง แล้วก็ไปถึงโคกสำโรงไปทางวัดสิงห์คูยาง ส่วนในช่วงฤดูน้ำหลาก การลำเลียงสินค้าใช้ทางเกวียน เมื่อประมาณจุลศักราช ๑๒๖๖ ประมาณ ๙๐ กว่าปี ยายนวม มังกรทอง อายุ ๘๐ กว่าปี ได้เล่าว่าตอนเป็นเด็ก มีโรคระบาดเกิดขึ้น คืออหิวาตกโรค ที่บ้านกุ่มสูง บ้านโคกตายห่า บ้านโคกมะกัก บ้านวังไม้แดง บ้านเกาะโบสถ์ และมีพระรักษาโรคอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์ คนก็หลั่งไหลกันมารักษา พอหายแล้วก็ตั้งรกรากครอบครัวขึ้น โดยมีครอบครัวของชาวจีน ชื่อจีนเฉียง และคุณแม่แอ่ง เป็นหัวหน้าใหญ่ก่อสร้างบ้านเติบโตขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เกิดไฟไหม้หมู่บ้านหมด เหลือประมาณ ๒ - ๓ หลัง ที่อยู่ห่างออกไป ถึงขณะนี้ กลุ่มบ้านสระโบสถ์ เป็นกลุ่มที่หนาแน่น เป็นเขตสุขาภิบาลสระโบสถ์ มีประชากรอยู่ประมาณพันกว่าหลังคาเรือน คนที่บ้านสระโบสถ์ เป็นชาวไทยที่่มาจาก จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกันกับอำเภอสระโบสถ์ จึงทำให้ชาวบ้านสระโบสถ์พูดเสียงเหน่อ...

ขอขอบคุณข้อมูลจาก..sawansabot   

  • ประวัติอำเภอสระโบสถ์

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2325 ซึ่งตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการจัดตั้งกิ่งอำเภอพุคาซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางมากขึ้นกับมณฑลอยุธยา มีหลวงสรณรงค์เป็นปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอคนแรกต่อมา หลวงอนุบาลสารกรม(กลิ่น) พิจารณาเห็นว่าที่ตั้งกิ่งอำเภอพุคาไม่เหมาะสม มีพลเมืองน้อย มีสัตว์ป่าดุร้าย และไข้ป่าชุกชุม จึงรายงานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอใหม่ห่างจากเดิมไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร มีชุมชนค่อนข้างหนาแน่นประกอบด้วยบ้านสระโบสถ์และบ้านโคกสำโรงต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ปรากฏได้เรียกชื่ออำเภอแห่งนี้ว่า "อำเภอสระโบสถ์"แต่สถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอสระโบสถ์อยู่บริเวณกลางบ้านโคกสำโรงอาคารที่ว่าการเป็นหลังคามุงแฝกสันนิษฐานว่า เป็นศูนย์กลางระหว่างบ้านสระโบสถ์ซึ่งเป็นบ้านใหญ่กว่าบ้านพุคาสถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอพุคาเดิมเป็นศูนย์กลางของประชาชนและการคมนาคมสะดวก ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2352 มีราษฎรคนสำคัญคนหนึ่งชื่อนายติ่งไม่ทราบนามสกุลเป็นคหบดีที่ร่ำรวย และมีคนนับหน้าถือตามาก ได้ขอแรงราษฎรให้ย้ายที่ว่าการอำเภอหลังเดิมที่มุงแฝกไปก่อสร้างใหม่ เป็นอาคารไม้หลังคามุงแฝก ที่บริเวณที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารที่ว่าการอำเภอโคกสำโรงในปัจจุบัน ต่อมาในสมัยหลวงประสิทธิ์นรกรรม (นายเจียม หงษ์ประภาส) เป็นนายอำเภอคนที่ 4 ได้เปลี่ยนชื่อจาก"อำเภอสระโบสถ์” เป็น "อำเภอโคกสำโรง" เมื่ออำเภอสระโบสถ์เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโคกสำโรงแล้ว ก็ดำเนินการปกครองกันเรื่อยมา แต่เนื่องจากมีเขตการปกครองกว้างขวาง มีจำนวนพลเมืองมากท้องที่บางตำบลอยู่ห่างไกลจากที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่ออกตรวจตราดูแลความทุกข์สุขของราษฎรไม่ทั่วถึงโจรผู้ร้ายชุกชุมจึงได้มีประกาศประทรวงมหาดไทยลงวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 แบ่งท้องที่อำเภอโคกสำโรงออกเป็นกิ่งอำเภอสระโบสถ์อีก 1 แห่ง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 ตำบล คือ ตำบลสระโบสถ์ ตำบลมหาโพธิ์ ตำบลทุ่งท่าช้างทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในด้านการปกครอง และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในท้องที่ โดยสามารถให้บริการแก่ประชาชน ตั้ง วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2524 เป็นต้นมา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2526กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศตั้งตำบลห้วยใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 1 ตำบล โดยแยกออกจากท้องที่ตำบลทุ่งท่าช้างและตำบลสระโบสถ์บางส่วนและได้เพิ่มตำบลห้วยใหญ่อีก 1 ตำบล อำเภอสระโบสถ์จึงได้รับการยกฐานะจากกิ่งอำเภอขึ้นเป็นอำเภอเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2531
    การตั้งถิ่นฐานของตำบลสระโบสถ์จะมีสองหมู่บ้านคือบ้านสระโบสถ์และบ้านรองเพกา บ้านสระโบสถ์เดิมเป็นตำบลหนึ่งในพื้นที่การปกครองโดยฐานะตำบลสระโบสถ์ ตำบลมหาโพธิ์ ตำบลห้วยใหญ่ ตำบลทุ่งท่าช้าง รวมเป็นกิ่งอำเภอสระโบสถ์และยกฐานะเป็นอำเภอสระโบสถ์จนถึงปัจจุบัน การสร้างบ้านเรือนครั้งแรกของหมู่บ้านเริ่มขึ้นตรงบริเวณต้นมะขามใหญ่ข้างอุโบสถ์หลังเก่าของวัดสว่างอารมณ์ที่มีประมาณ๓-๔ หลังคาเรือน จึงเริ่มสร้างวัดสระโบสถ์นี้ขึ้นด้วยการขุดสระน้ำ แล้วนำดินมาปั้นเป็นก้อนอิฐขนาดใหญ่เพื่อสร้างโบสถ์ จึงชื่อว่า บ้านสระโบสถ์ เพราะมีสระน้ำและอุโบสถ์อยู่ใกล้กันส่วนบ้านรองเพกาชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวสระโบสถ์ที่ออกมาทำไร่ข้าวโพดและตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านรองเพกาเพราะสมัยก่อนการเดินทางไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน
    ขอขอบคุณข้อมูลจาก..sawansabot
  • หลวงพ่อยอ

    ขอนำมาลงให้พี่น้องได้รับรู้ประวัติความเป็นมาในครั้งนี้ จากคำบอกเล่าของเจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์องค์ปัจจุบัน (พระครูอุดมสราภิรักษ์)ถึงประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อยอ พอจะเป็นหลักฐานอ่างอิงได้ว่าหลวงพ่อยอ ได้มีการพบโดยบังเอิญเมื่อประมาณ 60 ถึง 70 ปีที่แล้วโดยมีชาวบ้านที่ไปจับปลา ณ บริเวณคลองวังไม้แดง (บริเวณหมู่บ้านวังแขมในปัจจุบัน) โดยใช้วิธีการยกยอก็พบกับเหตุการณ์ประหลาดคือมีวัตถุที่ติดยอทำให้ดึงไม่ขึ้น จึงลงไปงมเพื่อปลดยอออกก็ได้พบพระพุทธรูปเกาะเกี่ยวอยู่ จึงได้นำพระพุทธรูปองค์นั้นขึ้นมาบนบกและนำมาถวายให้เป็นสมบัติของวัดสว่างอารมณ์จวบจนถึงปัจจุบัน จากประวัติการได้มาดังกล่าวจึงถูกเรียกขนานนามว่า หลวงพ่อยอ นับแต่นั้นมา

    หลวงพ่อยอเป็นพระพุทธรูปสำริด นั่งเหนืออาสนะบัลลังค์ฐานสิงห์ 3 ชั้น ปางมารวิชัย สมัยอยุธยา มีความสูง 35 ซ.ม. หน้าตักกว้าง 30 ซ.ม. จารึกขอมภาษาไทยบริเวณฐาน 3 บรรทัด มีพุทธลักษณะฝีมือช่างงดงามในทางพุทธศิลปะ น่าจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 ปลายรัฐสมัยของพระเจ้าปราสาททอง(พ.ศ.2173-2198)ต้นสมัยสมเด็จเจ้าฟ้าชัย จากหนังสือสำเนาในการอ่านอักขระซึ่งสถาบันราชภัฏเทพสตรี ได้เป็นผู้ดำเนินการส่งข้อมูลให้กับทางหอสมุดแห่งชาติ โดยนายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาตะวันออก จึงทำให้ทราบว่า(คำแปลอักขระที่ฐานองค์พระ)ตามคำแปลดังนี้

    ปีพุทธศักราช 2198 ปีมะแมจุลศักราช

    พระธรรมโชต(พระธรรมโชติ) น่าจะหมายถึงพระมหาเถระหรือเจ้าอาวาส

    สมณ คือพระภิกษุสามเณร

    พราหมณ์ ชีพราหมณ์ที่นุ่งห่มขาวถือศิล8

    สุปปปุรุษ หรือฆารวาสผู้ที่มีจิตศรัทธา

    หล่อพระพุทธเจ้า คือหล่อพระพุทธเจ้า

    3

    ในวัน 4 ฯ 2 ตรงกับเดือนยี่(2) ขึ้น 3 ค่ำ

    ฤกษ์ 27 ฤกษ์ 27 ชื่อเรวดีประเภทสมโภชน์

    ค ณนา คือ คัณนา-คณนา

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก..sawansabot
    ขอขอบคุณภาพจาก..ท่านกำนัน สิรุจน์ สมพงษ์
  • ศาลเจ้าฟ้ากลาโหม แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    ศาลเจ้าฟ้ากลาโหม หรือ ศาลตาปู่ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ต.สระโบสถ์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของบ้านสระโบสถ์
    ลักษณะความเชื่อ
    เชื่อว่ามีจิตวิญญาณ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลงมาให้คุณและโทษต่อคนได้ ใครปฏิบัติดีก็ได้ดี ปฏิบัติไม่ดีก็ได้โทษ
    ความสำคัญ
    ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านที่ลงมาดูแลคุ้มครองชาวบ้านให้พ้นจากภัยพิบัติอยู่สุขสบายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เป็นที่พึ่งส่งเสริมขวัญและกำลังใจของผู้คนในหมู่บ้าน
    พิธีกรรม
    ในช่วงเดือนหกของทุกปี จะมีพิธีการไหว้ศาลปู่ตาหรือศาลตาปู่ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละหมู่บ้าน โดยส่วนใหญ่จะมีการเซ่นไหว้แบบง่าย ๆ คือ เหล้าขาว หัวหมู ไก่ต้ม หมากพลู บุหรี่ ช้างปั้น ทาสีทาสา ๑ คู่ และบายศรีปากชาม เมื่อทุกคนมาพร้อมกันที่ศาลปู่ตาซึ่งจะนิยมสร้างด้วยไม้ ๑ ต้น เสาเดียว และบ้านหลังเล็ก ส่วนใหญ่จะปลูกตั้งไว้บริเวณที่ชาวบ้านนับถือ และมีผู้กระทำพิธีสืบต่อกันเป็นชั่วคนเรียกว่า ตาจั้ม จะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ ผู้ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นตาจั้มจะเป็นผู้นำกล่าวคำติดต่อกับปู่ตาที่ดูแลหมู่บ้าน

    พิธีเลี้ยงเจ้าบ้านและต่อชะตามกุฎเจ้าฟ้ากลาโหม
    หมวดหมู่
    พิธีเลี้ยงเจ้าบ้านและต่อชะตา มกุฏเจ้าฟ้ากลาโหม หรือชาวบ้านสระโบสถ์ เรียกว่า พิธีเลี้ยงตาเจ้าบ้าน หรือตาปู่ ซึ่งศาลตาปู่นี้ ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านสระโบสถ์มาช้านาน ชาวบ้านจะทำพิธีเลี้ยงตาปู่โดยนำอาหารคาวหวานเหล้ายามาเลี้ยงผีสางเทวดา เจ้าฟ้า เจ้าป่า เจ้าเขา ที่ปกครองดูแลชุมชน ณ บริเวณศาลที่ สร้างไว้ประจำหมู่บ้านเป็นประจำทุกปี สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี นำโดยผู้นำชุมชน เช่นกำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกเทศมนตรีตำบลสระโบสถ์ ในการประกอบพิธี และมีชาวบ้านมาร่วม
    กิจกรรมทุกครัวเรือนในพิธีจะเซ่นไหว้อาหารที่ ได้จัดเตรียมมาให้แก่ผู้ที่ตนเคารพนับถือ ในพิธีจะกล่าวเชิญผู้ที่ เคารพนับถือมารับเครื่องเซ่น ได้แก่ เจ้าบ้านหรือตาเจ้าบ้าน หมายถึง บรรพบุรุษที่ ทำหน้าที่ ดูแลสมัยก่อนที่ ปกครองดูแลเมืองหรือชุมชน คล้ายกับคำว่าเจ้าเมือง ซึ่งดูแลเมืองหรือชุมชนใหญ่ขึ้น มีจำนวนชุมชนมากกว่า
    ตาปู่ หมายถึง บรรพบุรุษที่ เป็นชายมีศักดิ์เป็นตา หรือปู่ บางชุมชนก็เรียกว่า ปู่ ตา มกุฏเจ้าฟ้ากลาโหม หมายถึง เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินในสมัยก่อนที่ ปกครองดูแลเมืองหรือชุมชน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง เจ้าป่าเจ้าเขาที่ ดูแลแหล่งน้ำป่าเขา เช่น เจ้าหลวงมั่นคง ตาเจ้าบ่อ ปู่เพชรสังหาร มาร่วมรับเครื่องเซ่นไหว้ด้วย พิธีเลี้ยงเจ้าบ้านนี้ จะเริ่มพิธีในตอนเช้าชาวบ้านทุกครอบครัวจะปั้นแป้งข้าวเหนียวแทนเงิน 12 ชิ้ น ทอง 15 ชิ้ น หุ่นรูปคนแสดงสัญลักษณ์เป็นชายหญิงใช้เศษผ้าพันรอบหุ่น เหมือนการนุ่งห่ม ตามจำนวนสมาชิกในบ้าน บางบ้านก็อาจจะปั้นสัตว์เลี้ยงตามที่มีอยู่ในบ้าน เพื่อเป็นการสื่อสารให้รู่ว่าในบ้านนั้น มีใครบ้าง กี่ คน
    กี่ ตัว เพื่อให้ผีปู๋คุ้มครอง อาจมีอาหารขนมข้าวดำข้าวแดง ปลาแห้ง ใส่ในถาดซึ่งทำด้วยถ้วยกระดาษหรือฝากล่องมาวางไว้บนโต๊ะที่ จัดไว้ ส่วนเครื่องเซ่นไหว้จะประกอบด้วย หัวหมู ไก่ เหล้า บุหรี่
    หมาก พลู ข้าวดำข้าวแดง หัวปลา ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ผลไม้ พวงมาลัย บายศรีซ้ายขวา จัดวางไว้ในที่ เหมาะสม
    ดำเนินกิจกรรมตามพิธีจะแล้วเสร็จประมาณเที่ยงวัน โดยลาของเซ่นไหว้แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
    ในช่วงเย็นมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล ให้แก่ชาวบ้าน และในวันรุ่งขึ้นก็จะมีพิธีทำบุญเช้าอีก 1 ครั้ง โดย ถวายอาหารแด่พระสงฆ์พิธีเจริญพระพุทธมนต์ หลังจากเสร็จพิธีชาวบ้านก็จะนำน้ำมนต์ไปปะพรมบ้านเสร็จพิธีประมาณ 9 โมงเช้า โดยเทศบาลตำบลสระโบสถ์เป็นแม่งานสืบสานประเพณีท้องถิ่นทุกปี..

    โดย เทศบาลตำบลสระโบสถ์

  • โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ (วังแขม)อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี
    1. พระราชดำริ
    โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ (วังแขม) อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี เกิดขึ้นจากราษฎรในเขตพื้นที่ตำบลมหาโพธิ์ ตำบลสระโบสถ์และตำบลใกล้เคียง อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดแคลนน้ำทำนา เนื่องจากฝายที่สร้างไว้เดิมชำรุด และอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีได้ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการก่อสร้างใหม่เป็นฝายถาวร (ฝายวังแขม) โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2519 แล้วเสร็จปี 2520 ฝายวังแขมรับน้ำได้ดีในช่วงฤดูฝน แต่ในฤดูแล้ง น้ำจะน้อยมากไม่เพียงพอต่อความต้องการ นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณา เพื่อช่วยเหลือการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยนำโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่วังแขม ตำบลมหาโพธิ์ อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี เข้าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ข้อเท็จจริงว่า พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์และกรมชลประทานมีแผนงานก่อสร้างในปีงบประมาณ 2540-2542 ไว้แล้ว หากโครงการฯ ดังกล่าวแล้วเสร็จจะทำให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ทั้งนี้ สำนักราชเลขาธิการ ได้มีหนังสือที่ รล 0005/5102 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2541 ถึงสำนักงาน กปร. สรุปได้ว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชดำริว่าเป็นโครงการที่น่าสนับสนุน โดยมีข้อพิจารณาว่า

    1. ผู้ที่บุกรุกในเขตโครงการจะไม่ได้รับการชดเชย หรือเอกชนจะให้มีการชดเชยไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน
    2. ระบบต้องใช้ระบบของฝายก่อน
    3. ในพื้นที่ทำประโยชน์จะต้องส่งเสริมระบบทฤษฎีใหม่
    4. ในอนาคตต้องขยายพื้นที่รับประโยชน์

    การดำเนินงานโครงการห้วยใหญ่วังแขมฯได้มีการประสาน การแต่งตั้งหน่วยงานและดำเนินกิจกรรมสนองพระราชดำริ ประกอบด้วย แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพื้นที่โครงการชลประทานห้วยใหญ่วังแขม ระดับจังหวัด จำนวน 17 คน เช่น เกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เกษตรจังหวัดลพบุรี ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ประมงจังหวัดลพบุรี หัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัดลพบุรี ฯลฯ โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นประธานกรรมการ หัวหน้าฝ่ายแผนงานพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และคณะทำงานโครงการฯระดับอำเภอ จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 11 คน เช่น ผู้แทนสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ผู้แทนสำนักงานประมงจังหวัดลพบุรี ผู้แทนโครงการชลประทานจังหวัดลพบุรี ฯลฯ โดยนายอำเภอ เป็นประธานคณะทำงาน เกษตรอำเภอสระโบสถ์เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

    2. การดำเนินงานโครงการ

    1) ในระยะแรกเป็นภารกิจในการซ่อมแซมฝายวังแขม ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถรับน้ำได้ดี
    2) ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่วังแขม มีความจุของอ่างฯ ที่ระดับเก็บกัก 12,000,000 ลูกบาศก์เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จปี พ.ศ. 2547 ซึ่งในปี 2548 ได้เริ่มส่งน้ำให้พื้นที่ของเกษตรกรผ่านทางคลองธรรมชาติ (ห้วยใหญ่) และปล่อยน้ำลงมาตามลำห้วยใหญ่มายังฝายวังแขมเพื่อให้ราษฎรในเขตพื้นที่ตำบลสระโบสถ์ ตำบลมหาโพธิ์ และตำบลนิยมชัย ประมาณ 7,000 ไร่ ได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้สำหรับการอุปโภค – บริโภค และทำเกษตรกรรมโดยการใช้น้ำจากระบบของฝายก่อนและก่อสร้างระบบส่งน้ำเป็นคลองดาดคอนกรีตฝั่งซ้าย-ขวา จำนวนทั้งสิ้น 7 สาย รวมความยาว 27.1 กิโลเมตร ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2553 ซึ่งสามารถขยายพื้นที่รับประโยชน์ได้มากขึ้น ประมาณ 23,700 ไร่
    3) กิจกรรมส่งเสริมการทำเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยการการขุดสระน้ำและการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ในช่วงปี 2545-2547 จำนวน 61 ราย

    4) ความก้าวหน้าในการดำเนินงานในช่วงปี 2548 - ปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นงานด้านการพัฒนาอาชีพเกษตร เป็นกิจกรรมที่ใช้แนวทางในการดำเนินงานตามนโยบายและแผนงานของหน่วยงานต้นสังกัด และใช้งบประมาณปกติ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วในลักษณะของการดำเนินกิจกรรมทั่ว ๆ ไปของอำเภอสระโบสถ์ ไม่มุ่งเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

    ผลจากการพัฒนาแหล่งน้ำจากโครงการฯ ได้ส่งประโยชน์ให้เกษตรกรทั้ง 3 กลุ่ม มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรมโดยมีการทำนาและทำไร่เป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง ซึ่งมีรายได้สุทธิจากการเพาะปลูก เฉลี่ย 91,850 บาท/ครัวเรือน
Visitors: 17,894